Skip to main content

วลี

ชนิดของวลีตามแนวหลักภาษาเดิม มี ๗ ชนิดดังนี้
๑.๑ นามวลี หมายถึง วลีที่มีคำนามนำหน้า เช่น
ถนนสายหนึ่ง พระรูปที่ ๕
จังหวัดนครพนม นาฬิกาข้อมือเรือนทอง
ชาวเมืองสกลนคร อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์
๑.๒ สรรพนามวลี หมายถึง วลีที่มีคำสรรพนามนำหน้า หรือ วลีที่ทำหน้าที่เป็นคำสรรพนาม เช่น
ข้าพเจ้า ข้าพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า
ใต้เท้า ใต้ฝ่าพระบาท ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
พระองค์ ท้าวเธอ
๑.๓ กริยาวลี หมายถึง วลีที่มีคำนำหน้า โยมีความหมายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น
นั่งร้องเพลง ทำงานหนัก
เป็นหนังหน้าไฟ หวังแต่ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ถึงแก่กรรม เสด็จสวรรคาลัยสุรโลก
๑.๔ วิเศษณ์วลี หมายถึง วลีที่มีคำวิเศษณ์นำหน้า และทำหน้าที่ประกอบคำอื่นอย่างเดียวกับคำวิเศษณ์อาจประกอบนาม ขยายกริยา ขยายวิเศษณ์ด้วยกันเองก็ได้ เช่น
ช้างสามเชือก (ขยายนาม)
เราสามคน (ขยายสรรพนาม)
เขากินข้าวจุเหลือประมาณ (ขยายกริยา)
เขาคงงามเลิศเหลือประมาณ (ขยายวิเศษณ์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกริยา)
๑.๕ บุพบทวลี หมายถึง วลีที่มีคำบุพบทอยู่หน้าคำอื่น อาจอยู่หน้าคำอื่น อาจอยู่หน้าคำนาม สรรพนามหรือกริยา สภาวมาลา เช่น
ข้าแต่สมาชิกทั้งหลาย (นำหน้านาม)
ข้าแต่ท่านทั้งหลาย (นำหน้าสรรพนาม)
เพื่อชมเล่น (นำหน้ากริยาสภาวมาลา)
๑.๖ สันธานวลี หมายถึง วลีที่ทำหน้าที่เป็นคำสันธาน คือทำหน้าที่เชื่อมคำ เชื่อมความ เชื่อมประโยค เช่น
เขามีความรักในลูกและเมีย
ถึงฝนตกฉันก็จะไป
เพราะฉะนั้น เขา จึง ต้องไปหาหมอ
กรณีคำสันธานที่แยกออกจากกัน เพื่อเชื่อมความให้ติดต่อกัน เรียกว่า สันธานคาบเกี่ยว
๑.๗ อุทานวลี หมายถึง วลีที่ใช้เป็นคำอุทาน จะมีคำอุทานนำหน้าหรือไม่ก็ได้ เช่น
โอ้อกเอ๋ย โอ๊ยตายแล้ว โอพระเวสสันดร
เวรเอ๋ยเวร อนิจจาความรักเอ๋ย
ประโยค
๑.แบ่งตามลักษณะโครงสร้างของประโยค มี ๓ ชนิด ดังนี้
๑.๑ ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความเพียงข้อความเดียว เช่น
โอ้โฮ ฝนตกมากจัง
ฉันชอบอากาศชายทะเล
เขาเป็นบุตรชายคนโตของฉัน
๑.๒ ประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีคำสันธานเชื่อมระหว่างประโยคความเดียวเหล่านั้น แบ่งออกเป็น ๔ ชนิดดังนี้
ก. ประโยคความรวมที่มีข้อความคล้อยตามกัน โดยใช้สันธาน และ,กับ, แล้ว…จึงพอ…ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยคเช่น
เขาไปทำงานแล้วเขาจึงกลับบ้าน
พอดนตรีบรรเลง ตัวละครก็เต้นระบำออกมา
ข. ประโยคความรวมที่มีข้อความขัดแย้งกันโดยใช้ สันธาน แต่, แต่ทว่า,ถึง…ก็,ถึง…แต่..ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
น้ำขึ้น แต่ลมลง
เขาเคยเห็น แต่ทว่า เขาไม่รู้จัก
ถึงผมจะจนทรัพย์ แต่ ก็รวยน้ำใจ
ค. ประโยคความรวมที่มีข้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยใช้สันธานหรือ ,มิฉะนั้น , ไม่เช่นนั้น , ไม่อย่างนั้น , หรือไม่ก็ ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
คุณจะอยู่หรือจะไป
คุณต้องเลิกเที่ยวกลางคืน มิฉะนั้น คุณอายุสั้น
นักเรียนทุกคนต้องทำงาน หรือไม่ก็นอนเสีย
ง. ประโยคความงามที่มีข้อความเป็นเหตุเป็นผลแต่กัน โดยมีสันธาน จึง, ฉะนั้นดังนั้น, เพราะ…จึง , เพราะนั้น….จึง ฯลฯ เชื่อมประโยค เช่น
เขามัวคิดถึงแต่คนรัก จึงสอบไล่ตก
เขาเล่นกีฬาทุกเช้า ดังนั้นร่างกายจึงแข็งแรง
เพราะเขาพูดเพราะ คนจึงรักเขา
๑.๓.ประโยคความซ้อน คือ ประโยคใหญ่ที่มีประโยคเล็กตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปรวมกันแต่มีประโยคหลักหรือประโยคที่มีใจความสำคัญเพียงประโยคเดียว ส่วนประโยคอื่นทำหน้าที่แต่ง
หรือประกอบประโยคหลักดังนั้นประโยคความซ้อนจะประกกอบด้วยประโยค ๒ ชนิด คือ
ก.มุขยประโยค หมายถึง ประโยคหลักหรือประโยคที่มีใจความสำคัญซึ่งจะขยายไม่ได้และมีได้เพียงประโยคเดียวต่อหนึ่งประโยคความซ้อนเท่านั้น เช่น
เขามีหนังสือที่ฉันไม่มี
เขาอ่อนเพลียจนเขาต้องพักผ่อน
คนที่ปรารถนาความสุขจะต้องมีหลักธรรมประจำใจ
ข.อนุประโยค หมายถึง ประโยคที่ทำหน้าที่แต่งมุขยประโยคให้ความดีขึ้นแบ่งออกเป็น๓ชนิด คือ
(๑) นามานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่คล้ายคำนาม คือ อาจเป็นบทประธาน บทกรรมหรือบทขยายก็ได้ เช่น
เขาพูดเช่นนี้ เป็นการส่อนิสัยชั่ว ( บทประธาน )
ฉันเห็นเด็กเรียนหนังสือ ( บทกรรม )
อาหารสำหรับนักเรียนเล่นละคร มีอยู่ในห้อง ( บทขยาย )
(๒) คุณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ประกอบนามหรือสรรพนามโดยใช้ประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน เป็นบทเชื่อม เช่น
ฉันรักคนไทยซึ่งรักชาติไทย
คนโง่ซึ่งรวมอยู่กับนักปราชญ์
บทเพลงอันไพเราะเพราะพริ้งเริ่มบรรเลงแล้ว
(๓) วิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ประกอบคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ด้วยกันอันเป็นส่วนหนึ่งของประโยคสำคัญ เช่น
เขาดีจนฉันเกรงใจ
เขามีความรู้ เพราะเขาอ่านหนังสือมาก
ฉันมา เมื่อเธอหลับ
๒.แบ่งตามลักษณะการใช้ประโยค หมายถึง ประโยคที่แบ่งตามลักษณะการใช้ของผู้พูด มีหลายชนิดเช่น
ก. ประโยคบอกเล่า หรือประโยคแจ้งให้ทราบ คือประโยคที่ผู้พูดต้องการแจ้งเรื่องราวต่างๆให้ผู้ฟังทราบ เช่น
วัฒนธรรมไทย คือหัวใจของชาติ
ปีนี้ ฝนตกชุกมากในจังหวัดสกลนคร
ข. ประโยคคำถาม หรือประโยคความโต้ตอบ คือประโยคที่ผู้พูดใช้ถามผู้ฟัง เพื่อให้ผู้ฟังตอบให้ทราบในสิ่งที่ต้องการทราบ เช่น
ผมจะไปพบคุณได้ที่ไหน
คุณเคยไปจังหวัดเชียงใหม่ไหม
คุณวันเพ็ญไม่นั่งก่อนหรือครับ
ค. ประโยคปฏิเสธ คือ ประโยคที่ผู้พูดกล่าวปฏิเสธหรือไม่ยอมรับเมื่อมีผู้ถามคำถาม เช่น
เปล่าผมไม่ได้พบคุณวันวันเพ็ญตั้งนานแล้ว
ผมไม่เคยไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่เลย
ฉันไม่ยอมรับข้อเสนอของคุณหรอก
ง. ประโยคอ้อนวอนหรือขอร้อง หรือประโยคบอกให้ทำ คือ ประโยคที่ผู้พูดอ้อนวอนหรือขอร้องให้ผู้ฟังปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น
ผมขอความกรุณาจากท่าน โปรดช่วยลูกชายผมด้วย
โปรดเดินบนทางเท้า

Comments

Popular posts from this blog

CSS Comments

Comments are used to explain the code and may help when you edit the source code at a later date. Comments are ignored by browsers. A CSS comment is placed inside the  <style>  element, and starts with  /*  and ends with  */ : Example /* This is a single-line comment */ p  {   color :  red ; } Try it Yourself » You can add comments wherever you want in the code: Example p  {   color :  red ;    /* Set text color to red */ } Try it Yourself » Comments can also span multiple lines:  Example /* This is a multi-line comment */ p  {   color :  red ; } Try it Yourself » HTML and CSS Comments From the HTML tutorial, you learned that you can add comments to your HTML source by using the  <!--...-->  syntax. In the following example, we use a combination of HTML and CSS comments: Example < !DOCTYPE  html > < html > < head > < style > p  {   color : ...

พยางค์

การที่เราเปล่งเสียงออกมาจากลำคอครั้งหนึ่ง ๆ นั้น เราเรียกเสียงที่เปล่งออกมาว่า “พยางค์” แม้ว่าเสียงที่เปล่งออกมาจะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ตาม เช่น เราเปล่งเสียง “สุ” ถึงจะไม่ รู้ความหมาย หรือไม่รู้เรื่องเราก็เรียกว่า ๑ พยางค์ หากเราเปล่งเสียงออกมาอีกครั้งหนึ่งว่า “กร” จะ เป็น “สุกร” จึงจะมีความหมาย คำว่า “สุกร” ซึ่งเปล่งเสียง ๒ ครั้ง เราก็ถือว่ามี๒ พยางค์ เสียงที่เปล่ง ออกมาครั้งเดียวมีความหมาย เช่น นา หมายถึง ที่ปลูกข้าว เสียงที่เปล่งออกมาว่า “นา” นี้เป็น ๑ พยางค์ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ ไร่ มี๑ พยางค์ ชาวไร่ มี๒ พยางค์ (ชาว-ไร่) สหกรณ์ มี๓ พยางค์ (สะ-หะ-กอน) โรงพยาบาล มี๔ พยางค์ (โรง-พะ-ยา-บาน) นักศึกษาผู้ใหญ่ มี๕ พยางค์ (นัก-สึก-สา-ผู้-ใหญ่) สหกรณ์การเกษตร มี๖ พยางค์ (สะ-หะ-กอน-การ-กะ-เสด) จากตัวอย่างข้างบนนี้สรุปได้ว่า พยางค์ คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ตาม ถ้าเปล่ง เสียงออกมา ๑ ครั้ง ก็เรียก ๑ พยางค์ สองครั้งก็เรียก ๒ พยางค์ องค์ประกอบของพยางค์ พยางค์เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ออกมาพร้อม ๆ กัน พยางค์ที่มี ความหมายอาจจะเป็นพยา...

OENG Sometri: Lecturer, IT Expert, and Public Administrator

👑 Welcome to the Official Blog of Dr. Candidate OENG Sometri 👑 I am a highly dedicated and experienced professional and educator with a strong foundation in Public Administration , Information Technology Engineering , and Foreign Languages . My commitment is to foster a joyful and supportive learning environment, encouraging students to become creative and problem-solving professionals . 💼 Professional Experience & Current Roles Lecturer of Fundamentals of Computer Networking at IIC, Phnom Penh (Aug 2025 – Present) Lecturer of Web Design & C# Programming at WiDCy Institute, Phnom Penh (Sep 2025 – Present) Instructor of ICT at PSIS, Phnom Penh (Sep 2025 – Present) ICT Trainer & Vice-Manager at Postal Operational Department, Cambodia Post (Mar 2025 – Sep 2025) IT Vice-Manager at IT Center, Cambodia Post (Feb 2023 – Mar 2025) Lecturer (Education/English) at Preah Sihamoniraja Buddhist University (PSBU) (2017 – 2025) Vice-Manager, Postal Operational Department at Camb...